วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6





Science Experiences Management for Early childhood


EAED3207 การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย


Timetable 08.30-12.20 Group 101 No. 31


25th September 2014 




กิจกรรมในห้องเรียนครั้งนี้

            
ชื่อกิจกรรม ลูกยางกระดาษ

 อุปกรณ์ 

 1.กระดาษ (paper)  

2.กรรไกร (Scissors)   

3.คลิปหนีบกระดาษ(paperclip)


ขั้นตอนการทำ (Procedures)


1. ตัดกระดาษให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
2.พับกระดาษเป็นสองส่วน เท่า ๆ กัน
3.ตัดกระดาษจากริมเข้าไปสู่ด้านในจนถึงครึ่งกระดาษ
4.พับริมกระดาษฝังตรงข้ามเข้ามานิดนึงแล้วนำคลิปหนีบไว้
5.ตกแต่งให้สวยงาม






ผลที่ได้รับจากการทำกิจกรรมลูกยางกระดาษ

    
  การสังเกต ( observation ) การเกิดแรงโน้มถ่วง ( The gravity ) จากการทำกิจกรรมโดยเมื่อ

ลูกยางหล่นลงจากที่สูงจะแรงต้านทาน( resistance )ที่ทำให้เกิดการหมุน( rotation ) 

โดยกิจกรรมนี้มีการทดลอง ( trials ) โดยให้เด็กได้เล่น ( play ) ซึ่งการเล่นถือว่าเป็นเครื่องมือ

อย่างหนึ่ง ที่ให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง เรียกว่า การจัดกิจกรรมสอดคล้องกับวิธีการ

เรียนรู้(Learning)



         หลังจากการทำกิจกรรมเสร็จแต่ละกลุ่มก็ได้นำ mind map หน่วยการเรียนรู้ต่างๆมาติดให้

เพื่อนๆได้ศึกษากัน โดยกลุ่มของกระผมได้ทำหน่วยการ้รียนรู้เรื่อง กล้วย ซึ่งสรุปได้ดังรูปภาพ

ด้านล่างนี้




การสรุป mind map ครั้งที่ 1





การสรุป mind map ครั้งที่ 2 หลังจากได้รับคำแนะนำจากอาจารย์




การประเมิน (assessment)




             ตนเอง(Me) แต่งกายถูกระเบียบ เข้าเรียนตรงต่อเวลามีความสนใจในการเรียนดีให้


ความร่วมมือกับการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่


              เพื่อน (Friend) เข้าเรียนตรงต่อเวลา ตั้งใจเรียนดี อาจมีคุย/เล่นบ้างบางส่วน


            อาจารย์ (Teacher) แต่งกายเหมาะสม มีความตรงต่อเวลามาก มีการสอนที่น่าสนใจและ
มีการนำเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นความรู้ให้กับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี





บัยทึกอนุทินครั้งที่ 5

                             

Science Experiences Management for Early childhood




EAED3207 การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย



Timetable 08.30-12.20 Group 101 No. 31


18th September 2014

    
กิจกรรมในห้องเรียนครั้งนี้

           กิจกรรม : หมุน หมุน หรรษา
   
           อุปกรณ์ : กระดาษ (paper)  ไม้แท่ง (sticks) เทปกาว (tape) สี (color) 


ขั้นตอนการทำ (Procedures)

            นำกระดาษมา 1 แผ่น พับครึ่ง พร้อมวาดภาพระบายสีที่สอดคล้องกันทั้ง 2 ด้าน

เมื่อวาดภาพตกแต่งเสร็จ ให้ใช่เทปกาวติดไม้แท่งกับกระดาษจนเกิดความหนาแน่น

ดังรูปภาพด้านล่างนี้




ภาพจากการประดิษฐ์เสร็จ




ภาพจากการหมุน




ผลจากการทำกิจกรรม (Results of activity)

           เด็กเกิดการเรียนรู้โดยการสังเกต (observation) จากการทำกิจกรรม โดยสังเกตว่าภาพ

มีการเปลี่ยนแปลง ว่าภาพมีมิติอย่างไร ภาพซ้อนกันเกิดจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร



 หลังจากทำกิจกรรมเสร็จ อาจารย์ได้ให้ฟังเพลงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ตามลิงค์ด้านล่างนี้


http://www.youtube.com/watch?v=FX2YsROsh9A


การประเมิน (assessment)


      ตนเอง(Me)   เข้าเรียนตรงต่อเวลามีความสนใจในการเรียนและทำกิจกรรมดี มีการตอบ

คำถามอาจารย์สม่ำเสมอ


      เพื่อน (Friend )  มีความสนใจในการเรียนดี แต่งกายถูกระเบียบเรียบร้อย มีการตอบคำถาม

ที่หลากหลาย อาจมีบางคนเข้าเรียนสาย 


      อาจารย์ (Teacher)  มีความตรงต่อเวลามาก มีการนำเสนอรูปแบบการสอนที่น่าสนใจและ

มีการนำเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นความรู้ให้กับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี

          


   




วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความลับของแสง (The Secret of Light)

                              
                      จากการดูวีดีโอ ความลับของแสง สามารถสรุปเป็นความรู้ได้ดังนี้


 แสง ( Light)  

  
     แสงเป็นพลังงานรูปหนึ่ง เดินทางในรูปคลื่นด้วยอัตราเร็วสูง 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที แหล่ง

กำเนิดแสงมีทั้งแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แสงดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งพลังงานของสิ่ง

มีชีวิต แหล่งกำเนินแสงที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น แสงสว่างจากหลอดไฟ เป็นต้น

การสะท้อนของแสง (Reflection)

     เป็นปรากฏการณ์ที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นค่าหนึ่งมายังตัวกลางที่มีค่าความหนา

แน่นอีกตัวหนึ่ง ทำให้แสงตกกระทบกับตัวกลางใหม่ แล้วสะท้อนกลับสู่ตัวเดิม เช่น การสะท้อนของแสง

จากอากาศกับผิวหน้าของกระจกเงาจะเกิดการสะท้อนแสงที่ผิวหน้าของกระจกเงาราบแล้วกลับสู่อากาศ

ดังเดิม เมื่อแสงตกกระทบกับผิวหน้าของตัวกลางใดๆ ปริมาณและทิศทางของการสะท้อนของแสง จะ

มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของพื้นผิวหน้าของตัวกลางที่ตกกระทบ จากรูป เมื่อลำแสงขนาน

ตกกระทบพื้นผิวหน้าวัตถุที่เรียบ แสงจะสะท้อนเป็นลำแสงขนานเหมือนกับลำแสงที่ตกกระทบ การ

สะท้อนบนพื้นผิวหน้าที่เรียบ โดยเรียกว่า การสะท้อนแบบสม่ำเสมอ (Reflection uniform)


การหักเหของแสง (Refraction of Light)

     เมื่อแสงเดินทางผ่านวัตถุหรือตัวกลางโปร่งใส เช่น อากาศ แก้ว น้ำ พลาสติกใส แสงจะสามารถเดิน

ทางผ่านได้เกือบหมด เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางชนิดเดียวกัน แสงจะเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ แต่

ถ้าแสงเดินทางผ่านตัวกลางหลายตัวกลาง แสงจะหักเห


สาเหตุที่ทำให้แสงเกิดการหักเห (The reason for the light refraction)

    
     เกิดจากการเดินทางของแสงจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่งซึ่งมีความหนาแน่นแตกต่างกัน 

จะมีความเร็วไม่เท่ากันด้วย โดยแสงจะเคลื่อนที่ในตัวกลางโปร่งกว่าได้เร็วกว่าตัวกลางที่ทึบกว่า เช่น 

ความเร็วของแสงในอากาศมากกว่าความเร็วของแสงในน้ำ และความเร็วของแสงในน้ำมากกว่าความเร็ว

ของแสงในแก้วหรือพลาสติก

     
      การที่แสงเคลื่อนที่ผ่านอากาศและแก้วไม่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเพราะเกิดการหักเหของแสง 

โดยแสงจะเดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ( โปร่งกว่า) ไปยังตัวกลางที่มีความหนา

แน่นมากกว่า ( ทึบกว่า) แสงจะหักเหเข้าหาเส้นปกติ ในทางตรงข้าม ถ้าแสงเดินทางจากยังตัวกลางที่มี

ความหนาแน่นมากกว่า ไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า แสงจะหักเหออกจากเส้นปกติ


          สามารถศึกษาวีดีโอทางด้านล่างเพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมได้ในลิงค์ล่างนี้












วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

สรุปบทความ

เรื่องไม่เล็กของเด็กชายขอบ กับการสร้างกระบวนการเรียนรู้วิทย์แบบบูรณาการ
  
    บนถิ่นทุรกันดารตามแนวรอยต่อพรมแดยระหว่างไทย - พม่า ยังมีเด็กและเยาวชนตามชายขอบ

ที่รอคอยความหวังการเรียนการสอนและการช่วยเหลือจากสังคมอย่างมาก

   สสวท. จึงได้ริเริ่ม "โครงการบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีปฐมวัย" 

ตั้งแต่ปี 2549 ภายใต้แนวทางการจัดอบรมครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ให้มีทักษะบูรณาการ เพื่อต่อยอด

การต่อยอดการเรียนรู้ของเด็ก ผ่านกระบนการสืบเสาะ 4 ขั้นตอน ได้แก่

- การตั้งคำถาม

- การสำรวจตรวจสอบ

- การตอบคำถาม

- นำผลการสำรวจตรวจสอบได้ด้วยตนเอง

   โดยให้นิยามว่า วิทยาศาสตร์  คือ กระบวนการแสวงหาคำตอบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

ขอเพียงให้เด็กได้ฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ การสังสังเกต จำแนก เปรียบเทียบและสรุปความรู้

เพื่อให้เด็กสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในเรื่องต่างๆได้

   สสวท. จะมีการจัดอบรมครูจากโรงเรียนในโครงการฯ ปีละ 1 ครั้ง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 5 วัน

เมื่อครูที่อบรมได้รับความรู้แล้ว ก็จะนำความรู้ไปเผยแพร่ให้กับครูและบุคคลอื่นๆในชุมชน  

เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเด็กทุกคน 

   ผลจากการประเมินของ สปศ. หลายปีที่ผ่านมา เด็กกลุ่มนี้มีความอ่อนด้อยในทักษะการคิดวิเคราะห์

แต่เมื่อนำกระบวนการของ สสวท. เข้ามาปรับใช้ทำให้การประเมินมาตรฐาน ตามงบประมาณปี 2554

โรงเรียนระดับปฐมวัยทั้ง 13 แห่ง ผ่านการประเมินครบทุกโรงเรียน

    แต่กว่าจะประสบความสำเร็จครูต้อพบปัญหาต่างๆมากมาย เช่น ปัญหาทางการสื่อสารทางภาษา

ความรู้ทางจิตวิทยาเด็ก และเกิดความสับสนของการจัดกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม จนเมื่อได้รับการอบรม

จึงเกิดความเข้าใจว่าแผนการจัดกิจกรรมหลักที่มีอยู่แล้วส่งผลให้ครูมีองค์ความรู้ในการจัดรูปแบบ

การเรียนการสอนได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสามารถต่อยอดกิจกรรมตามสภาพแวดล้อมและภูมิปัญญา

ในท้องถิ่นตน 

   
  


วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4

วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย (EAED3207)
อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วัน/เดือน/ปี 11 กันยายน 2557
เวลาเรียน 08.30-12.20 น.
เวลาเข้าสอน08.30น.  เวลาเข้าเรียน 08.30น.  เวลาเลิกเรียน 12.20น.

การเรียน การสอนในครั้งนี้สามารถสรุปความรู้เป็น my mapping ได้ดังรูปภาพด้านล่าง




การประยุกต์และการนำไปใช้

      - สามารถนำแนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิชานี้ได้และ

เป็นความรู้เพิ่มเติมในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี


การประเมิน

         ตนเอง    เข้าเรียนตรงต่อเวลา มีการตอบคำถามอาจารย์เป็นประจำ สม่ำเสมอ ตั้งใจเรียน

สนใจการสอนและการสรุปบทความของเพื่อน

         เพื่อน   ตั้งใจเรียนดี อาจมีคนเข้าเรียนสายบ้าง ตอบคำถามกันหลากหลาย พร้อมแสดง

ความคิดเห็นในการตอบคำถาม

        อาจารย์   เข้าสอนตรงเวลา สอนเนื้อหาครอบคลุม ละเอียด ให้ความรู้นักศึกษาได้อย่างครบถ้วน


                                                                             



วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 3

วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย (EAED3207)
อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
 
วัน/เดือน/ปี 4 กันยายน 2557
เวลาเรียน 08.30-12.20 น.
เวลาเข้าสอน08.30น.  เวลาเข้าเรียน 08.30น.  เวลาเลิกเรียน 12.20น.

การเรียน การสอนในครั้งนี้สามารถสรุปเป็น my mapping ได้ดังรูปภาพด้านล่าง




ความรู้เพิ่มเติมจากการเรียนครั้งนี้

ทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร์

ผู้ที่เป็นเจ้าของทฤษฎีนี้คือสกินเนอร์ โดยที่เขามีความคิดเห็นว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้นจำกัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนน้อยของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเองไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับสิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของพาฟลอฟ สกินเนอร์ได้อธิบาย คำว่า "พฤติกรรม" ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ตัว คือ


ภาพ ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค

ซึ่งเขาเรียกย่อ ๆ ว่า A-B-C ซึ่งทั้ง 3 จะดำเนินต่อเนื่องกันไป ผลที่ได้รับจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อนอันนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมและนำไปสู่ผลที่ได้รับตามลำดับ
สำหรับการทดลองของสกินเนอร์ เขาได้สร้างกล่องทดลองขึ้นซึ่ง กล่องทดลองชองสกินเนอร์ (Skinner Boxes) จะประกอบด้วยที่ใส่อาหาร คันโยก หลอดไฟ คันโยกและที่ใส่อาหารเชื่อมติดต่อกัน การทดลองเริ่มโดยการจับหนูไปใส่กล่องทดลอง เมื่อหนูหิวจะวิ่งวนไปเรื่อย ๆ และไปเหยียบถูกคันโยก ก็จะมีอาหารตกลงมา ทำให้หนูเกิดการเรียนรู้ว่าการเหยียบคันโยกจะได้รับอาหารครั้งต่อไปเมื่อหนูหิวก็จะตรงไปเหยียบคันโยกทันที ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าหนูตัวนี้เกิดการเรียนรู้แบบการลงมือกระทำเอง

1. คำศัพท์ที่สำคัญในการศึกษาทดลองของสกินเนอร์
การเสริมแรง คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลซึ่งจะแยกเป็น 2 ประเภทคือ การเสริมแรงทางบวก คือสิ่งที่ก่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น และการเสริมแรงทางลบ คือสิ่งที่เมื่อนำออกไปแล้วจะทำให้การแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น การลงโทษ การเสริมแรงทางลบและการลงโทษมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันและมักจะใช้แทนกันอยู่เสมอ แต่การอธิบายของสกินเนอร์การเสริมแรงทางลบและการลงโทษต่างกัน โดยเขาได้เน้นว่าการลงโทษนั้นเป็นการระงับหรือหยุดยั้งพฤติกรรม
เปรียบเทียบการเสริมแรงและการลงโทษ ได้ดังนี้
 
พฤติกรรม
การเสริมแรง
เพิ่มพฤติกรรม ก่อให้เกิดการกระทำ พฤติกรรมนั้นบ่อยขึ้น
พฤติกรรม
การลงโทษ
ลดพฤติกรรม ก่อให้เกิดการกระทำ พฤติกรรมนั้นน้อยลง
 
เปรียบเทียบการเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบและการลงโทษ
 
ชนิด
ผล
ตัวอย่าง
การเสริมแรงทางบวก
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้าโดย
เฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งเร้าที่บุคคล
นั้นต้องการ 
ผู้เรียนที่ทำการบ้านส่งตรงเวลาแล้ว
ได้รับคำชม จะทำการบ้านส่งตรง
เวลาสม่ำเสมอ
การเสริมแรงทางลบ
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าที่ไม่
เป็นที่พึงปรารถนาถูกทำให้ลด
น้อยหรือหมดไป
ผู้เรียนที่ทำรายงานส่งตามกำหนด
เวลาจะไม่เกิดความวิตกอีกต่อไป
ดังนั้นในครั้งต่อไปเขาก็จะรีบทำ
รายงานให้เสร็จตรงตามเวลา
การลงโทษ 1
พฤติกรรมลดลงเมื่อมีสิ่งเร้าโดย
เฉพาะสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนาเกิด
ขึ้น
เมื่อถูกเพื่อน ๆ ว่า "โง่" เพราะตั้ง
คำถามถามผู้สอน ผู้เรียนคนนั้น
เลิกตั้งคำถามในชั้นเรียน
การลงโทษ 2
พฤติกรรมลดน้อยลง เมื่อนำสิ่ง
เร้าที่เขาพึงปรารถนาออกไป 
ผู้เรียนที่ถูกหักคะแนนเพราะตอบ
ข้อสอบในลักษณะที่แตกต่างจาก
ครูสอน ในครั้งต่อไปเขาจะไม่
ตอบคำถามในลักษณะนั้นอีก

ตัวชี้แนะ คือการสร้างสิ่งเร้าให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ ภายในระยะเวลาที่ต้องการ ซึ่งบุคคลมักจะลืมอยู่บ่อย ๆ ตัวกระตุ้น คือ การเพิ่มตัวชี้แนะเพื่อการกระตุ้นพฤติกรรม ซึ่งมักจะใช้ภายหลังจากการใช้ตัวชี้แนะแล้ว

2. ตารางการให้การเสริมแรง

ในการทดลองของสกินเนอร์ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือกระทำเอง ดังนั้นระยะเวลาในการให้การเสริมแรงจะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก ตารางการให้การเสริมแรง สามารถแยกออกได้ ดังนี้ 



ภาพ การเสริมแรง

ตัวอย่างตารางการให้การเสริมแรง
 
ตารางการเสริมแรง
ลักษณะ
ตัวอย่าง
การเสริมแรงทุกครั้ง (Continuous)
เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่
แสดงพฤติกรรม 
ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์แล้ว
เห็นภาพ
การเสริมแรงความช่วงเวลาที่
แน่นอน (Fixed - Interval) 
ให้การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่
กำหนด
ทุก ๆ สัปดาห์ผู้สอนจะทำ
การทดสอบ
การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่
ไม่แน่นอน
(Variable - Interval)
ให้การเสริมแรงตามระยะเวลา
ที่ไม่แน่นอน
ผู้สอนสุ่มทดสอบตามช่วงเวลา
ที่ต้องการ 
การเสริมแรงตามจำนวนครั้ง
ของการตอบสนองที่แน่นอน
(Fixed - Ratio)
ให้การเสริมแรงโดยดูจาก
จำนวนครั้งของการตอบสนอง
ที่ถูกต้องด้วยอัตราที่แน่นอน
การจ่ายค่าแรงตามจำนวน
ครั้งที่ขายของได้
การเสริมแรงตามจำนวนครั้ง
ของการตอบสนองที่ไม่แน่นอน
(Variable - Ratio)
ให้การเสริมแรงตามจำนวนครั้ง
ของการตอบสนองแบบไม่แน่นอน
การได้รับรางวัลจากเครื่อง
เล่นสล๊อตมาชีน
 
3. การปรับพฤติกรรม 
การปรับพฤติกรรม คือ การนำแนวความคิดของสกินเนอร์ในเรื่องกฎแห่งผลมาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อทำการปรับพฤติกรรมของบุคคล หลักการนี้อาจจะใช้ทั้งการเสริมแรงทางบวกและการเสริมแรงทางลบประกอบกัน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวิจัยของทิฟเนอร์และคณะ พบว่าในหลาย ๆ ครั้งที่การใช้หลักดังกล่าวไม่เกิดผลนั่นก็คือแม้จะใช้หลักการชม แต่ผู้เรียนก็ยังคงมีการกระทำผิดต่อไป ดังนั้นการใช้หลักดังกล่าวควรจะใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ด้วย 
หลักการชมที่มีประสิทธิภาพ ควรจะมีลักษณะดังนี้

(1) ควรชมพฤติกรรมที่สมควรได้รับการยกย่อง
(2) ระบุพฤติกรรมที่สมควรยกย่องอย่างชัดเจน
(3) ชมด้วยความจริงใจ
 

การประยุกต์และการนำไปใช้

-  สามารถนำหลักการ ทฤษฎีไปใช้ในการจัดการเรียนรู้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง

-  เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรายวิชาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา


การประเมิน

     ตนเอง  มีการตอบคำถามสม่ำเสมอ ตั้งใจเรียนดี แต่งกายถูกระเบียบ เข้าเรียนตรงต่อเวลา

     เพื่อน   สนใจการเรียนกันเป็นอย่างดี มีการแสดงคาวมคิดเห็นกันทุกคน อาจมีบางคนเข้าสายบ้าง คุย/เล่น บ้างบางคน

    อาจารย์   เข้าสอนตรงต่อเวลา มีการอธิบายหัวข้อที่เรียนได้อย่างละเอียด ครบถ้วน




บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 2

วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย (EAED3207)
อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
 
วัน/เดือน/ปี 28 สิงหาคม 2557
เวลาเรียน 08.30-12.20 น.
เวลาเข้าสอน08.30น.  เวลาเข้าเรียน 08.30น.  เวลาเลิกเรียน 12.20น.

เนื้อหาบางส่วนศึกษามาจากนางสาวกมลพรรณ แสนจันทร์ เนื่องจากไปสัมภาษณ์ กยศ.

การเรียนการสอนครั้งนี้สามารถสรุปสิ่งที่เรียนมาเป็น my mapping ได้ดังรูปภาพด้านล่างนี้




ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ คือ


- เป็นความรู้พื้นฐานในการเรียนวิชาการจัดประสบการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้

- สามารถทำให้เรามีแนวทางในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมความสามารถทางวิทยาศาสตร์

ด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง



การประเมิน


         ตนเอง  สนใจกับเนื้อหาที่เรียน แต่การทำงานยังไม่ตรงเวลา อาจช้าบ้าง


        เพื่อน   ตั้งใจกับการเรียนเป็นอย่างดี มีความใส่ใจกับเนื้อหา มาเรียนกันตรงเวลา 

มีการถามตอบ คำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นอย่างดี


       อาจารย์  มาตรงต่อเวลา การแต่งกายมีความเหมาะสม ให้ความรู้นักศึกษาได้อย่างละเอียด 

ครบถ้วน